สิ่งที่ถูกขับออก: สุขภาวะ คนจนเมือง และการมอง “บทสะท้อนย้อนคิดจากสายตาแห่งการผลิตสร้างความเข้าใจต่อความเวทนา”
สิ่งที่ถูกขับออก: สุขภาวะ คนจนเมือง และการมอง
“บทสะท้อนย้อนคิดจากสายตาแห่งการผลิตสร้างความเข้าใจต่อความเวทนา”
ในช่วงสายของวันหนึ่ง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากหลากหลายช่วงวัยและภูมิหลังชีวิตค่อยๆ ทยอยก้าวเข้าสู่พื้นที่ของ “ชุมชนคนจนเมืองแห่งหนึ่งในเมืองเชียงใหม่” บางคนมาพร้อมกล้องถ่ายภาพอย่างมืออาชีพ ขณะที่บางคนมีเพียงโทรศัพท์มือถือสามาร์ทโฟน ทว่าทุกคนต่างพกพาความคาดหวังว่าจะได้ “เห็นอะไรบางอย่าง” มากกว่าที่เคยเห็น อย่างไรก็ตามไม่นานานนักร่างกายก็เริ่มรับรู้ถึงกลิ่นของน้ำขัง โคลนที่เกาะตัวตามทางเดิน ตะไคร่น้ำสีคล้ำตามผนัง และขยะที่ซุกซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ภาพของสภาพแวดล้อมซึ่งไม่สอดคล้องกับเมืองในอุดมคติค่อยๆ คลี่ตัวออกตรงหน้า พร้อมกันนั้น ความรู้สึกบางอย่างก็แทรกซึมเข้ามาอย่างยากจะปฏิเสธ ระหว่างความสงสัย ความอึดอัด และความอยากถอยห่าง ผู้เขียนเองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรู้สึกนั้นได้ เพราะผัสสะของร่างกายได้เผชิญกับสิ่งเหล่านี้โดยตรง และท่ามกลางประสบการณ์ที่มิอาจปฏิเสธได้นี้เอง กลับผลักให้ผู้เขียนในฐานะทั้งคนทำงานด้านสังคมศาสตร์และคนธรรมดาคนหนึ่งต้องหยุดตั้งหลัก ทบทวน และเขียนบทความนี้ขึ้นมาโดยไม่มีเจตนาชี้นำไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง หากแต่เพื่อหันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเราเองในฐานะ “ผู้มอง” ว่าเหตุใดเพียงการได้ยืนอยู่ในพื้นที่เช่นนี้ ความไม่สบายใจจึงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และความรู้สึกนั้นกำลังสะท้อนวิธีคิดบางอย่างที่เรามีต่อชีวิตของผู้อื่นในเมืองเดียวกันอย่างไร
หากมองให้พ้นจากความรู้สึกแรก ภาพของชุมชนแห่งนี้มิได้มีเพียงความเสื่อมโทรมทางกายภาพ หากแต่ยังเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ง่ายที่จะตอบ พื้นที่ซึ่งเผชิญน้ำท่วมซ้ำซากกลับปรากฏร่องรอยของโคลน น้ำขัง และขยะที่ทับถมอยู่ในชีวิตประจำวันโดยแทบไม่มีการจัดระเบียบอย่างที่คนภายนอกคาดหวัง การเลี้ยงสัตว์และการใช้พื้นที่อย่างผสมปะปนระหว่างการอยู่อาศัยกับการดำรงชีพ ยิ่งทำให้ภาพของ “ความไม่เป็นระเบียบและไม่ถูกสุขลักษณะ” เด่นชัดขึ้นในสายตาของคนนอก สิ่งเหล่านี้อาจถูกตีความอย่างรวดเร็วว่าเป็นความละเลยหรือการไม่พยายามเปลี่ยนแปลงตนเอง ทว่าการตั้งคำถามเช่นนี้กลับนำไปสู่ความซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะเมื่อชีวิตถูกกำหนดด้วยความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย ความไม่แน่นอนของสิทธิในพื้นที่ และอุทกภัยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า การ “จัดระเบียบชีวิต” ตามแบบที่สังคมคาดหวังอาจไม่ใช่สิ่งที่ทำได้โดยง่าย หรือในบางกรณีอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่มีความหมายเพียงพอให้ต้องทำ
ความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้จึงมิได้เป็นเพียงปฏิกิริยาส่วนบุคคล หากแต่สัมพันธ์กับวิธีที่สังคมหล่อหลอมให้เรารับรู้สิ่งต่างๆ ผ่านกรอบของ “ความเหมาะสม” และ “ความน่าอยู่” สิ่งที่ปรากฏในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นโคลน น้ำขัง กลิ่นอับ หรือความปะปนของสิ่งมีชีวิตกับพื้นที่อยู่อาศัย ล้วนเป็นสิ่งที่มักถูกผลักให้อยู่นอกขอบเขตของสิ่งที่ควรถูกยอมรับได้ หากพิจารณาผ่านแนวคิดเรื่อง abjection หรือ “ภาวะน่ารังเกียจ/สิ่งที่ถูกขับออก” โดย Julia Kristeva (1982) สิ่งเหล่านี้จึงมิใช่เพียงความสกปรก หากแต่เป็นความเวทนาที่ถูกจัดวางให้อยู่ “นอกที่ทาง นอกทาง” ของระเบียบและความเป็นปกติ ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกอยากถอยห่างจึงเกิดขึ้นอย่างแทบจะเป็นอัตโนมัติ และในกระบวนการเดียวกันนี้เอง ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวก็อาจถูกมองผ่านกรอบเดียวกัน กล่าวคือ เป็นชีวิตที่ถูกลดทอนให้เหลือเพียงภาพที่ชวนไม่อภิรมย์ มากกว่าจะถูกเข้าใจในฐานะมนุษย์ที่มีชีวิตซับซ้อน
หากขยับออกจากระดับของการรับรู้ส่วนบุคคลไปสู่ภาพของเมืองในระดับที่กว้างขึ้น สิ่งที่ปรากฏในชุมชนคนจนเมืองแห่งนี้อาจมิใช่เพียงความผิดปกติ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตภาพของเมืองสมัยใหม่ แนวคิดเรื่อง phantasmagoria หรือ “ภาพลวงตา” โดย Walter Benjamin (1999) ชี้ให้เห็นว่า เมืองมิได้เป็นเพียงพื้นที่ทางกายภาพ หากแต่เป็นพื้นที่ของภาพแทนที่ถูกทำให้ดูงดงาม เป็นระเบียบ และน่าอยู่อาศัย ในขณะที่เงื่อนไขที่ไม่สอดคล้องกับภาพนั้นถูกผลักให้หลบซ่อนอยู่เบื้องหลัง ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยโคลน น้ำเสีย และความไม่เป็นระเบียบจึงมิได้เป็นเพียง “ปัญหา” ของเมือง หากแต่เป็นอีกด้านหนึ่งที่ทำให้ภาพของเมืองในแบบอุดมคติดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และในกระบวนการเดียวกันนี้ ความเสื่อมโทรมที่ถูกมองเห็นก็กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้การจัดระเบียบหรือการไล่รื้อถูกทำให้ดูสมเหตุสมผลในสายตาของผู้คนที่อยู่นอกพื้นที่
เมื่อลองมองย้อนกลับไป สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่เช่นนี้ อาจไม่ใช่เพียงความเหลื่อมล้ำ หากแต่รวมถึงข้อจำกัดของสายตาที่เราใช้ในการทำความเข้าใจผู้อื่น สายตาของการพยายามเข้าข้างชุมชนโดยไม่ตั้งคำถามอาจทำให้เรามองไม่เห็นความซับซ้อนของชีวิตที่อาจเป็นเงื่อนไขของการไล่รื้อ การลดทอน และการจมจ่อมอยู่กับความไม่พิสมัย ขณะเดียวกัน การตัดสินอันเกิดจากความรู้สึกไม่สบายใจเพียงชั่วขณะก็อาจลดทอนผู้คนให้เหลือเพียงภาพแทนของ “ปัญหา” บทความนี้จึงไม่ได้มุ่งเสนอข้อสรุป หากแต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้กับความไม่แน่นอนและความย้อนแย้งของประสบการณ์ และบางทีคำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าเราควรมองชุมชนอย่างไร หากแต่รวมถึงว่า “ในฐานะนักมานุษยวิทยา หรืออะไรก็ตาม” เรากำลังเลือกจะมองอะไร และเลือกจะไม่มองอะไรในกระบวนการผลิตความรู้เพื่อทำความเข้าใจชีวิตของผู้อื่น
เรื่อง/ภาพ: ธีรยุทธ ลาบุตร (MA. Student SOC-ANTH, CMU)
หนังสืออ่านเพิ่มเติม
Kristeva, J. (1982). Powers of horror: An essay on abjection (L. S. Roudiez, Trans.). Columbia University Press.
Benjamin, W. (1999). The Arcades Project (H. Eiland & K. McLaughlin, Trans.). Harvard University Press.
-----------------------------------
Email: ccsccmu@gmail.com
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY
“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”
#CCSC_CMU #CulturalStudy #LannaStudy #ContemporaryCity #CMU #ChiangMaiUniversity #ถ่ายเมือง