"แก่และจนแต่ก็เป็นคน(ใน)เมือง"

"แก่และจนแต่ก็เป็นคน(ใน)เมือง"

บทความนี้เขียนขึ้นภายหลังการดำเนินกิจกรรม “ถ่ายเมือง: ผู้คนและสุขภาวะผ่านรอยร้าวของความเป็นเมือง” ณ ชุมชนสามัคคีพัฒนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้เขียนต้องการนำเสนอ “ความเป็นอื่น” ของคนจนเมืองที่ถูกสะท้อนออกมาจากผลลัพธ์ของกิจกรรมที่เผยแพร่ไปในช่องทางออนไลน์ ประการแรก ความเป็นอื่นปรากฏผ่านสถานะด้านที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองที่ถึงแม้ว่าคนในชุมชนสามัคคีพัฒนาจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานานกว่า 50–60 ปี โดยมีทั้ง คนเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์จากต่างอำเภอ หรือแม้แต่คนไทยที่ย้ายถิ่นจากภูมิภาคอื่นเพื่อหางานทำในเมืองเชียงใหม่ พวกเขาเหล่านี้มีบทบาทในฐานะแรงงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองมาอย่างยาวนาน แต่กลับถูกมองว่าเป็น “ผู้บุกรุก” หรือ “คนนอก” ของพื้นที่เมืองที่ควรถูกขับออกหรือไล่รื้อออกไปเพื่อสร้างเมืองที่ “สะอาด สวยงาม น่าอยู่” ตามอุดมคติของชนชั้นกลางและชนชั้นนำ

ความเป็นอื่นของคนจนเมืองยังถูกตอกย้ำผ่านความย้อนแย้งเชิงนโยบายด้านที่อยู่อาศัย กล่าวคือ แม้คนในชุมชนจะมีสถานะเป็น “พลเมือง” ในเชิงกฎหมาย นั่นคือ พวกเขาอาศัยอยู่แบบ “มีทะเบียนบ้าน แต่ ไม่มีโฉนดที่ดิน” ซึ่งการมีทะเบียนบ้านนั้นสอดคล้องกับการมีสิทธิในการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่า คนกลุ่มนี้ยังเป็นหนึ่งใน “ฐานเสียง” ที่กลุ่มการเมืองท้องถิ่นต้องการ เห็นได้จากจำนวนใบประกาศนโยบายของกลุ่มการเมืองทั้งฝั่งสังคมนิยมและอนุรักษ์นิยมที่ยังคงมาหาเสียงในพื้นที่นี้อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ว่าจะผ่านการเลือกตั้งทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศไปกี่ครั้ง ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองแต่อย่างใด

ซึ่งการต่อสู้เรื่องที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองที่ดูไม่จบไม่สิ้นนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่มั่นคงของหน่วยทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศ โดยใจความหลักของนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งผลักดันให้ชุมชนย้ายออก โดยไม่มีความชัดเจนในเรื่องที่อยู่อาศัยทดแทน ยิ่งตอกย้ำการทำให้คนจนเมืองเป็น “คนนอก” ของเมืองที่พวกเขามีส่วนสร้างมา ปัญหาค่าใช้จ่ายในการย้ายที่อยู่ ภาระค่าเดินทาง และความไม่ต่อเนื่องของนโยบายจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ล้วนเป็นอุปสรรคที่ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่สามารถดำเนินไปอย่างยั่งยืน และความไม่มั่นคงของหน่วยการเมืองนี้เองที่ทำให้ “เมื่อเปลี่ยนนักการเมือง ก็ต้องมาเริ่มกันใหม่” แผนการแก้ไขปัญหาที่ควรดำเนินการต่อเนื่องกันจึงไม่เดินหน้าไปถึงไหน ตัวแทนชุมชนและผู้นำการเรียกร้องจึงได้แต่ “พูดเรื่องเดิม ตั้งแต่หนุ่มยันแก่” เพราะกลุ่มผู้ฟังนั้นเปลี่ยนใหม่ตามความผันผวนทางการเมืองอยู่เสมอ

นอกจากนี้พวกเขายังถูกสร้างภาพจำที่ว่าคนจนเมืองเป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำเสีย มีกลิ่นเหม็น หรือการรุกล้ำลำรางสาธารณะ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการสร้างตัวแทนที่ลดทอนความซับซ้อนของปัญหาให้เหลือเพียง “ความผิด” ของคนจนเมืองผ่านการตีตราเชิงพื้นที่และในฐานะ “คนชายขอบ” แต่ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ในพื้นที่ชุมชนสามัคคีพัฒนา (และชุมชนอื่น ๆ ตามแนวคลองแม่ข่าและลำน้ำสาขา) แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่าปัญหาน้ำเสียไม่ได้มีที่มาจากคนจนเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่น้ำเสียเองก็เป็นผลผลิตหนึ่งจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น โรงแรม ตลาด ร้านอาหาร และที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลางที่ปล่อยน้ำเสียจำนวนมากลงสู่ลำน้ำโดยขาดการควบคุมและบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น คนจนเมืองจึงไม่ได้มีภาพลักษณ์เป็นเพียง “ผู้ก่อปัญหา” หากแต่ถูกทำให้เป็น “ผู้รับผิด” แทนบางภาคส่วนที่ใหญ่กว่า ทั้งที่คนจนเมืองคือ “ผู้อยู่อาศัย” ที่ใกล้ชิดที่สุดกับน้ำเสียและมลภาวะอื่น ๆ จากลำน้ำ

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อพิจารณาร่วมกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย ผู้สูงอายุในชุมชนคนจนเมืองซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหลักจากการไล่รื้อ มักมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และความสามารถในการปรับตัว การที่พวกเขาเลือกที่จะอยู่ในพื้นที่เดิม ไม่ได้สะท้อนถึงความดื้อรั้น หากแต่เป็นผลลัพธ์ของข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความผูกพันทางสังคม ข้อกังวลหลักของคนกลุ่มนี้คือภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเมื่อต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิม ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัยใหม่ที่รัฐสัญญาว่าจะจัดสรรให้แต่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องพื้นที่ การลงทุนก่อสร้างที่อยู่ใหม่อาจต้องเสียเงินเองเป็นจำนวนมากในขณะที่ตนเองหาเงินได้ไม่มากเท่าแต่ก่อน การอยู่ห่างไกลสถานพยาบาลเดิมที่ตนเองมีสิทธิการรักษาอยู่ ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นเพื่อรักษาอาชีพเดิม เพราะผู้สูงอายุมองว่าการเริ่มอาชีพใหม่ในพื้นที่ใหม่นั้นทำได้ยาก

นอกจากนี้ ในด้านสุขภาวะ ผู้สูงอายุที่เป็นคนจนเมืองมักป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ที่สามารถอธิบายผ่านกรอบของความรุนแรงเชิงโครงสร้างได้ว่า สุขภาพที่ย่ำแย่ไม่ได้เป็นเพียงผลของพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นผลจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่จำกัดทางเลือกในการดำรงชีวิต คนจนเมืองเลือกกินอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน ของทอด ของหวาน เนื่องจากอาหารประเภทนี้ให้พลังงานสูง กินแล้วอิ่มนาน เพราะตนเองในช่วงวัยทำงานใช้แรงงานหนัก ราคาอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตยังมีราคาถูกกว่าโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์อีกด้วย ในขณะที่ผู้สูงอายุเพศชายมักถูกมองว่าติดเหล้า-ติดบุหรี่จึงยากจน ที่นอกจากจะเป้นทางเลือกส่วนบุคคลแล้ว เหล้าและบุหรี่ก็จัดเป็นความบันเทิงราคาถูกที่พวกเขาเข้าถึงได้ง่ายอีกด้วย

ปัจจุบัน กลุ่มผู้สูงอายุคนจนเมืองมีความเห็นร่วมกันว่าพวกเขาไม่ต่อต้านการพัฒนาของภาครัฐ หากแต่ต้องการมีสิทธิมีเสียงในการออกแบบนโยบายเรื่องที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับพวกเขา เพราะการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของเมืองควรเป็นสิทธิของผู้อยู่อาศัยทุกคน มิใช่เพียงกลุ่มที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจหรือการเมืองเท่านั้น คนกลุ่มนี้เพียงแค่ต้องการที่อยู่อาศัยอย่างเงียบสงบในช่วงบั้นปลายชีวิตให้สามารถพอหาเงินจุนเจือตัวเองได้โดยไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลาน ไม่ต้องปรับตัวเข้าสู่สภาพสังคมหรือพื้นที่ใหม่ที่ต่างจากเดิมไปโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้ต้องการกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินเพราะว่าลูกหลานต่างย้ายถิ่นไปหางานทำในพื้นที่อื่นเกือบทั้งหมด ไม่มีใครอยากจะกลับมาที่นี่อีกแล้ว ในท้ายที่สุด ปัญหาเรื่องคนจนเมืองอาจหมดไปพร้อมกับการร่วงโรยของคนกลุ่มนี้ แต่กว่าจะถึงช่วงเวลานั้น จำเป็นหรือไม่ที่ชนชั้นนำและชนชั้นกลางทั้งภาครับและภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่จะต้องเบียดขับพวกเขาออกไปเพื่อซื้อเวลาและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อตนเอง ก็ลองถามตัวเองดู

เรื่อง/ภาพ: สิตานันท์ สุวรรณศิลป์

หนังสืออ่านเพิ่มเติม
Said, E. (1978). Orientalism. New York: Pantheon Books.
Spivak, G. C. (1988). Can the subaltern speak? In C. Nelson & L. Grossberg (Eds.), Marxism and the interpretation of culture (pp. 271–313). Illinois: University of Illinois Press.
-----------------------------------
Email: ccsccmu@gmail.com
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#CCSC_CMU #CulturalStudy #LannaStudy #ContemporaryCity #CMU #ChiangMaiUniversity #ถ่ายเมือง