Green Gentrification: การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมของคนเมือง (บางคน)

ช่วงสัปดาห์ที่แล้วผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมงานประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 69 ในหัวข้อ “ใต้เงาวิกฤต ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผูกพันเชิงโครงสร้าง” จัดโดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และในฐานะผู้สนใจด้าน “เมืองศึกษา” ก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมในหัวข้อประชุม “ธรรมชาติในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิต” นำเสนอโดย ปิยเทพ ตันมหาสมุทร, ฐาปนพงศ์ ยีขุน, ปิยชัย นาคอ่อน และ กฤษตฤณ วีระฉันทะชาติ งานนำเสนอดังกล่าวช่วยให้ผู้เขียนมีโอกาสตกตะกอนความคิดเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” ของเมือง โดยเฉพาะ “เมืองเชียงใหม่” ที่กำลังพยายามพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นเมืองที่พัฒนาอย่าง “ยั่งยืน” ในหลาย ๆ ด้าน

สำหรับการพัฒนาพื้นที่ “เมือง” ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แนวคิดเรื่อง "เมืองสีเขียว" (Green City) นำมาสู่นโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น การเพิ่มสวนสาธารณะ การฟื้นฟูแม่น้ำ การสร้างพื้นที่เดินเท้า การปลูกต้นไม้ เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ถูกอธิบายว่าเป็นนโยบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเมืองให้ "เขียวขึ้น" ไม่ได้นำไปสู่ความเป็นธรรมทางสังคมเสมอไป หากขาดการคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำและสิทธิของประชาชนดั้งเดิม นโยบายสีเขียวอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Green Gentrification หรือ "การไล่รื้อทางสังคมผ่านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม" หมายถึง กระบวนการที่โครงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมหรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งผลให้พื้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ดึงดูดการลงทุนและประชากรรายได้สูงเข้ามาอยู่อาศัย จนราคาที่ดิน ค่าเช่า และค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ชุมชนดั้งเดิม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย กลับไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ และจำเป็นต้องย้ายออกจากพื้นที่ในที่สุด ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งแวดล้อมที่ดีจึงไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ความยั่งยืน หากผลประโยชน์จากการพัฒนากระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม

ลองมองย้อนดูในบริบทของจังหวัดเชียงใหม่ เมืองได้เผชิญแรงกดดันจากการขยายตัวของการท่องเที่ยว การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาเมืองภายใต้แนวคิด "เมืองน่าอยู่" และ “เมืองเทศกาล” ไปจนถึง “(ว่าที่) เมืองมรดกโลก” คลองแม่ข่ายังคงเป็นตัวอย่างหนึ่งของ Green Gentrification ในเมืองเชียงใหม่ที่ภาครัฐต้องการพัฒนาการท่องเที่ยวไปพร้อมกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในเมืองเพื่อตอบรับความต้องการพื้นที่สีเขียวของภาคการท่องเที่ยวไปด้วย แต่กลับทำให้กลุ่มคนดั้งเดิมในพื้นที่ต้องประสบปัญหาความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ด้วยภาพฝันของการเป็นคลองสวยน้ำใสที่มีทางเดินทอดไปตลอดแนวคลอง ทำให้ต้องมีการจัดการเรื่องน้ำเสียและขยะอย่างเร่งด่วน จุดแรกที่เกิดความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นบริเวณชุมชนระแกงที่มีการปรับปรุงพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณสะพานข้ามคลองแม่ข่าและพัฒนาเป็นจุดท่องเที่ยว “โอตารุเมืองไทย” ซึ่งแต่เดิมคนในชุมชนปลายน้ำอย่างชุมชนระแกงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้สร้างมลภาวะทางน้ำให้กับคลอง จนเกิดเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับชุมชนและเป็นหนึ่งในข้ออ้างเพื่อเบียดขับคนกลุ่มนี้ออกไปจากเมือง ในความเป็นจริง คนในชุมชนพยายามต่อรองสิทธิการอยู่อาศัยในพื้นที่นี้นี้ด้วยการจัดโครงการทำความสะอาดคลองแม่ข่า อย่างเช่น การกำจัดวัชพืชภายในคลอง แผ้วถางวัชพืชที่ขึ้นบริเวณริมคลอง และรณรงค์ให้บำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงคลอง ซึ่งในหลายครั้งจัดขึ้นเองโดยไม่พึ่งพาหน่วยงานรัฐ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและพยายามแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่ต้นเหตุของน้ำเน่าเสีย แต่ปัญหาการปล่อยน้ำเสียลงคลองนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณต้น-ปลายน้ำตลอดแนวคลอง และอาจเป็นข้อดีที่ว่าความพยายามพัฒนาพื้นที่น้ำอย่างการสร้างทางเดิน-ทางจักรยานริมคลองนั้นเผยให้เห็นต้นตอของปัญหาน้ำเสียจากอาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ประชาชนจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอาคารไหนปล่อยน้ำเสียลงคลองจนนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคม จึงไม่แปลกที่คุณภาพน้ำจะเริ่มดีขึ้นเนื่องจากนายทุนโดนกดดันให้สร้างภาพลักษณ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นอกจากนี้ ในมิติของสิ่งแวดล้อมสำหรับเมืองเชียงใหม่ Green Gentrification กลายเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเมืองมีปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างต่อเนื่องหลายปี อย่างปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในช่วงหน้าแล้ง แต่กลับพบว่านโนบายการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” กลับไม่ได้เน้นไปที่การแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ถูกทำให้เป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ใหญ่โตเกินกว่าจะแก้ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงเมือง ถึงแม้จะมีความพยายามในการสร้างพื้นที่สาธารณะปลอดฝุ่นตามจุดต่าง ๆ ให้ประชาชนได้ใช้บริการ แต่จุดบริการเหล่านี้กลับไม่เพียงพอต่อความต้องการและมักเป็นการจัดตั้งแบบชั่วคราวที่ต้องลงทุนใหม่เกือบทุกปี อีกทั้ง การเป็น “ปอดของเมือง” ของพื้นที่สีเขียวต่าง ๆ ไม่ใช่ฟังก์ชันแรกที่ผู้คนนึกถึงอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมของคนชนชั้นกลาง อย่างเช่น สถานที่ออกกำลังกาย สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ที่สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจไปพร้อมการสร้าง “ความเป็นอื่น” และเบียดขับคนตัวเล็กตัวน้อยออกไปจากเมืองมากกว่าเดิม มากไปกว่านั้น สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในพื้นที่ก็เปลี่ยนแปลงไป ชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ท้องถิ่นถูกลดความสำคัญลงเนื่องจากรัฐลงทุนกับการสร้างพื้นที่ให้มี “สีเขียว” ที่สวยงามตามกรอบมุมมองของรัฐ มีการนำเข้าไม้ดอกไม้ประดับและชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีความสวยงามเข้ามามากขึ้น พืชพันธุ์ดั้งเดิมในพื้นที่ลดจำนวนลงและส่งผลประทบเป็นลูกโซ่ไปสู่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ

ผลกระทบของ Green Gentrification จึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมิติทางเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลต่อความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ชุมชนท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่อาศัย แต่ยังเป็นผู้ดูแลทรัพยากร วัฒนธรรม และภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เมื่อประชาชนดั้งเดิมถูกผลักออกจากพื้นที่ ความสัมพันธ์ทางสังคม เครือข่ายการช่วยเหลือ และอัตลักษณ์ของชุมชนก็อ่อนแอลง เมืองอาจมีสวนสาธารณะเพิ่มขึ้น แต่กลับสูญเสีย "ทุนทางสังคม" ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ท้ายที่สุด “เมืองสีเขียว” ไม่ได้วัดจากจำนวนต้นไม้หรือสวนสาธารณะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถของเมืองในการทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีได้อย่างเท่าเทียม หากพื้นที่สีเขียวกลายเป็นสิทธิของคนบางกลุ่ม ขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่งต้องสูญเสียบ้าน วิถีชีวิต และโอกาสในการอยู่อาศัย เมืองนั้นอาจ "เขียวขึ้น" แค่ในเชิงกายภาพ แต่กลับห่างไกลจากความยั่งยืนในมิติของสังคมอย่างแท้จริง

เรื่อง/ภาพ: สิตานันท์ สุวรรณศิลป์

หนังสืออ่านเพิ่มเติม
Gould, K. A., & Lewis, T. L. (2017). Green Gentrification: Urban Sustainability and the Struggle for Environmental Justice. Routledge.
-----------------------------------
Email: ccsccmu@gmail.com
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#CCSC_CMU #CulturalStudy #LannaStudy #ContemporaryCity #CMU #ChiangMaiUniversity #GreenGentification #Gentrification