เชียงใหม่: มรดกมีชีวิต ผู้คนก็อยากมีชีวิต
ในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569 เชียงใหม่มีเหตุการณ์สองเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันนัก เรื่องแรกคือการลงพื้นที่ประเมินโบราณสถานที่ถูกเสนอชื่อเป็นมรดกโลกโดยผู้เชี่ยวชาญจากสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ หรือ ICOMOS เพื่อประกอบการพิจารณาการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยคณะผู้เชี่ยวชาญมีกำหนดลงพื้นที่ระหว่างวันที่ 3–8 สิงหาคม 2569 ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 เมื่อมีภาพนักท่องเที่ยวหญิงรายหนึ่งปีนขึ้นไปนั่งบนขอบกำแพงเมืองโบราณบริเวณแจ่งศรีภูมิ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะประเด็นความเหมาะสม ความปลอดภัย และการเคารพสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่
มองโดยผิวเผิน เหตุการณ์ทั้ง 2 อาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันมากนัก นอกจากความเป็น “โบราณสถาน” ของสถานที่ ทว่า หากพิจารณาเหตุการณ์ทั้งสองไปควบคู่กันผ่านแนวคิด Living Heritage หรือ “มรดกที่มีชีวิต” เหตุการณ์ทั้งสองกลับมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก เพราะต่างกำลังพูดถึงคำถามเดียวกันว่า “เราจะรักษามรดกที่ยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเมืองที่ยังมีชีวิตและผู้คนที่ยังใช้พื้นที่เหล่านั้นอยู่ทุกวันได้อย่างไร” ข้อเสนอของเชียงใหม่ต่อ UNESCO มีความแตกต่างจากการนำเสนอแหล่งโบราณคดีหรือโบราณสถานที่ถูกทิ้งร้างไว้ในอดีต เพราะสิ่งที่เชียงใหม่พยายามนำเสนอคือความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทางกายภาพกับประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของเมือง จากข้อเสนอเดียวกันนี้ วัดและโบราณสถานจึง Living heritage ไม่ได้หมายถึงเพียง “โบราณสถานที่ยังไม่พัง” แต่หมายถึงมรดกที่ยังคงมีความสัมพันธ์กับผู้คน มีการใช้งาน มีความหมาย และมีบทบาทในชีวิตร่วมสมัย แนวคิดนี้จึงเปลี่ยนวิธีคิดจากการอนุรักษ์แบบ “รักษาวัตถุ” ไปสู่การมองว่า การอนุรักษ์ต้องรักษาทั้ง สถานที่ ผู้คน ความสัมพันธ์ ความทรงจำ และการปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่ทำให้สถานที่นั้นยังมีชีวิต ในกรณีเชียงใหม่ โบราณสถานต่าง ๆ จึงไม่ได้มีคุณค่าเพราะสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่เพราะมันยังอยู่ในเมืองที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่จริง นี่จึงเป็นความน่าสนใจและความท้าทายของการขอมรดกโลกเชียงใหม่ เพราะการมีชีวิตอยู่ของมรดกหมายความว่า มรดกและพื้นที่โดยรอบย่อมไม่สามารถถูกควบคุมได้อย่างสมบูรณ์เหมือนวัตถุในพิพิธภัณฑ์
แล้วใครกันที่ “อยู่” ในเมืองที่เป็น “มรดกที่มีชีวิต”
Henri Lefebvre เสนอแนวคิด Right to the City หรือ “สิทธิในเมือง” ซึ่งจะช่วยให้เห็น “ผู้อยู่อาศัย” ในเมืองได้มากขึ้น โดย Lefebvre ชี้ให้เห็นว่าเมืองไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่ทางกายภาพที่รัฐ นักผังเมือง หรือนักพัฒนากำหนดขึ้น แต่เมืองเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ผู้คนมีส่วนในการสร้างและใช้ชีวิต สิทธิในเมืองจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการมีบ้านอยู่ในเมือง หรือมีสิทธิเดินทางเข้าเมือง แต่รวมถึงสิทธิในการ เข้าถึง ใช้ มีส่วนร่วม และมีอำนาจในการกำหนดการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เมือง เมืองจึงประกอบด้วยผู้คนจำนวนมากที่มีความต้องการและอำนาจต่อรองแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองมากอย่าง หน่วยงานรัฐในท้องถิ่น กลุ่มทุนขนาดใหญ่ทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ และกลุ่มอื่น ๆ ที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า เช่น
คนท้องถิ่นและชุมชนในเมืองเก่า ซึ่งทุกครั้งที่มีการพูดเรื่องการพิจารณามรดกโลก (ไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม) คนเหล่านี้คือกลุ่มแรกที่ถูกพูดถึงในฐานะกลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นคนที่อาศัยอยู่กับพื้นที่มรดกมาตลอด คนเหล่านี้ไม่ได้เพียง “อาศัยอยู่ใกล้โบราณสถาน” แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ทำให้พื้นที่นั้นยังมีชีวิตอยู่ บ้าน ร้านค้า วัด ตลาด ถนน และชุมชนไม่ได้เป็นองค์ประกอบที่แยกออกจากโบราณสถาน หากเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเมือง และเมื่อเมืองได้รับการอนุรักษ์เข้มข้นขึ้น จึงเกิดเป็นคำถามคลาสสิกที่ถามกันมาตลอดว่า คนเหล่านี้จะมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของพื้นที่มากเพียงใด ถ้าต้องเผชิญกับกฎการอนุรักษ์ทำให้เจ้าของบ้านปรับปรุงอาคารได้ยากขึ้น การจัดระเบียบภูมิทัศน์จำกัดกิจกรรมบางประเภท หรือราคาที่ดินเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งก็นำมาสู่ข้อสงสัยว่า ภาครัฐมีการให้ความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงกายภาพและเชิงนโยบายเกี่ยวกับเมืองให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแล้วหรือยัง
คนอีกกลุ่ม คือ คนจนเมือง กลุ่มเปราะบาง และแรงงานในเศรษฐกิจเมือง ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มนี้ถูกพูดถึงน้อยมากในเรื่องเมืองมรดก การอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์และการส่งเสริมการท่องเที่ยวอาจทำให้พื้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน คนจนเมือง ผู้เช่าที่อยู่อาศัย ผู้ประกอบการรายย่อย แรงงานบริการ แรงงานนอกระบบ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ ล้วนเป็นกลุ่มที่ควรถูกนำเข้าสู่สมการในฐานะฟันเฟืองหนึ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง ตัวอย่างข้อกังวลของคนกลุ่มนี้ คือ หากพื้นที่รอบเมืองเก่ากลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีราคาที่ดินและค่าเช่าสูงขึ้น คนที่มีรายได้น้อยอาจถูกผลักออกไปโดยทางอ้อม หรือหากการออกแบบพื้นที่สาธารณะมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวมากกว่าคนที่ใช้ชีวิตจริง การมีอยู่ของคนจนเมืองก็อาจถูกมองว่าเป็น “ปัญหาภูมิทัศน์” ที่ต้องจัดระเบียบ และผลักให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มคนที่ “ไม่พึงประสงค์” ในทัศนียภาพของเมือง
นอกจากนี้ .นักท่องเที่ยว” ก็เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเมือง ตรงนี้เองที่กรณีนักท่องเที่ยวปีนกำแพงเข้ามามีความสำคัญ นักท่องเที่ยวมักถูกมองเป็น “คนนอก” ที่เข้ามารบกวนพื้นที่ของคนท้องถิ่น เพราะการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและการใช้พื้นที่ของเชียงใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักท่องเที่ยวนั้นมีสิทธิในการเข้าถึงเมือง เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรม แต่สิทธิในการเข้าถึงไม่ได้หมายถึงสิทธิในการใช้พื้นที่โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะการเป็นผู้ใช้ทรัพยากรภายในเมืองหมายถึงการมีความรับผิดชอบต่อพื้นที่และผู้อื่นไปพร้อมกัน ดังนั้น เหตุการณ์นักท่องเที่ยวปีนกำแพงจึงไม่ควรถูกนำไปสู่ข้อสรุปง่าย ๆ ว่า “นักท่องเที่ยวไม่เคารพวัฒนธรรม” แต่นำไปสู่ปัญหาที่ว่า เมืองมรดกจะสื่อสารกับผู้มาเยือนอย่างไรว่า พื้นที่ที่พวกเขากำลังใช้มีความหมายอย่างไรต่อผู้คนในเมือง? เพราะการอนุรักษ์ที่ดีอาจไม่ใช่เพียงการติดป้าย “ห้ามปีน” แต่คือการทำให้ผู้คนเข้าใจว่า ทำไมกำแพงนี้จึงสำคัญ ทั้งในบริบทของท้องถิ่นและบริบทของสังคมโลก และอาจมองย้อนไปถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ควรมีความเคร่งครัดมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานในฐานะ “อดีต ” แต่ในฐานะ “ทรัพยากรทางวัฒนธรรม” ของผู้คนในปัจจุบันและอนาคต
และกลุ่มสุดท้าย ขอกล่าวถึงกลุ่มคนที่มีอำนาจสูงในการกำหนดอนาคตเมืองคือรัฐ หน่วยงานอนุรักษ์ นักผังเมือง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการขึ้นทะเบียนมรดกโลกต้องอาศัยองค์ความรู้ การจัดการพื้นที่ การอนุรักษ์ และมาตรฐานสากล แต่ใน Living Heritage ที่มีผู้คนหลากหลาย เราควรระมัดระวังว่า ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญไม่ควรกลายเป็นความรู้เพียงชุดเดียวที่สามารถตัดสินความหมายของมรดกและการเปลี่ยนแปลงเมือง เพราะความทรงจำของชุมชน ประสบการณ์ของคนในพื้นที่ และการใช้งานจริงของผู้คนก็เป็นความรู้เกี่ยวกับมรดกเช่นกัน เพราะฉะนั้น การทำเมืองมรดกจึงไม่ควรเป็นเพียงกระบวนการจากบนลงล่าง แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมรดกมีส่วนร่วมในการกำหนดความหมายและอนาคตของมัน
เมื่อพิจารณาจากทั้งหมดนี้ การขอมรดกโลกของเชียงใหม่ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะโครงการอนุรักษ์แต่มันคือ “โครงการเปลี่ยนแปลงเมือง” เพราะทันทีที่เรากำหนดว่าอะไรคือมรดก เราก็กำลังตัดสินใจไปพร้อมกันว่าอะไรควรได้รับการรักษา อะไรควรถูกจำกัด และพื้นที่ใดควรมีหน้าตาอย่างไรในอนาคต และเมื่อเมืองถูกเปลี่ยนแปลง ผู้คนแต่ละกลุ่มย่อมได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน คนท้องถิ่นต้องการรักษาพื้นที่อยู่อาศัยและวิถีชีวิต คนจนเมืองต้องการความสามารถในการเข้าถึงเมืองและดำรงชีวิตโดยไม่ถูกผลักออก ผู้ประกอบการต้องการพื้นที่ทางเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวต้องการเข้าถึงและสัมผัสมรดก นักอนุรักษ์ต้องการรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รัฐต้องการสร้างการพัฒนาและภาพลักษณ์ของเมือง ทั้งหมดนี้จึงไม่ได้มีคำตอบที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจพร้อมกันได้ง่าย ๆ แต่แนวคิด Right to the City เสนอว่า “เมืองควรเป็นพื้นที่สำหรับการต่อรองระหว่างคนเหล่านี้ ไม่ใช่พื้นที่ที่เสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกทำให้กลายเป็นเสียงที่ถูกต้องที่สุด”การจัดการความขัดแย้งจึงไม่ควรจบลงด้วยการบอกว่า “ใครถูก” หรือ “ใครผิด” เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรนำไปสู่การออกแบบวิธีอยู่ร่วมกันของผู้คนหลายกลุ่ม เพราะ Living Heritage ไม่ได้เกิดจากการทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง แต่เกิดจากการที่อดีตสามารถอยู่ร่วมกับปัจจุบันได้ และที่สำคัญที่สุด คนที่อยู่กับเชียงใหม่ทุกวันยังมีสิทธิที่จะพูดว่า “เมืองนี้เป็นของเรา”
เรื่อง/ภาพ: สิตานันท์ สุวรรณศิลป์
หนังสืออ่านเพิ่มเติม
Lefebvre, H. (1996). Writings on cities. Blackwell.
De Waal, M. S., Rosetti, I., De Groot, M., & Jinadasa, U. (2022). Living (world) heritage cities: Opportunities, challenges, and future perspectives of people-centered approaches in dynamic historic urban landscapes. Sidestone Press.
-----------------------------------
Email: ccsccmu@gmail.com
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY
“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”
#CCSC_CMU #CulturalStudy #LannaStudy #ContemporaryCity #CMU #ChiangMaiUniversity #LivingHeritage #RightstotheCity