“เมืองขยายและบีบหด(หู่)”

           ในช่วงเวลาหนึ่งการขยายตัวของเมืองมักเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การสร้างที่อยู่อาศัยในเขตชานเมืองเกิดมากขึ้น ประกอบกับราคาของที่ดินในเขตเมืองสูงมากจนไม่สามารถสร้างเป็นที่อยู่อาศัยได้ ทำเหมาะกับกิจกรรมพาณิชย์ และอื่นๆ ที่สร้างกำไรที่ดีกว่าใช้อยู่อาศัย อีกทั้งการย้ายเข้าเมืองเพื่อหางานทำของผู้คนมีจำนวนมากขึ้น ศูนย์กลางของเมืองหรือบริเวณที่มีความเป็นเมืองหนาแน่นจึงเป็นพื้นที่ของการเดินทางมาแลกเปลี่ยนกิจกรรมทางเศรฐกิจ ดังนั้นพื้นที่บ้านแบบล้อมรั้วและมีสวนข้างบ้านจึงไม่ตอบโจทย์เพราะราคาที่ดินในเมืองที่สูงเกินไป จึงทำให้เขตที่อยู่อาศัยและหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นมากในเขตชานเมือง เห็นได้ว่าเมืองได้ขยายเพื่อให้มีพื้นที่พอสำหรับกิจกรรมที่หลากหลายที่แปรผันตามราคาที่ดิน
          เมืองพยายามดึงประโยชน์จากทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นย่านที่อยู่อาศัยของแรงงานที่มีรายได้น้อยหรืออาคารเก่าที่ถูกทิ้งร้าง การถูกมองว่าไร้ค่าในเชิงแปรมูลค่าที่ดินที่เสริมไปกับสภาวะการเปลี่ยนพื้นที่เพื่อเปลี่ยนชนชั้น (gentrification) ทำให้กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นเข้มข้นกว่าเดิม ส่งผลให้พื้นที่ที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นของแรงงานและอาคารรกร้างถูกตีความใหม่ให้เป็นพื้นที่ร่วมสมัย ปูนเปลือย โครงเหล็ก หรือกำแพงอิฐที่มีรอยแตกถูกปรับให้กลายเป็นคาเฟ่และห้องพักสุดร่วมสมัย ย่านที่เงียบเหงา (ซึ่งอาจเป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่ราคาถูกที่คนสามารถเข้าถึงได้) ถูกเติมด้วยร้านนั่งชิลและ AirBnB ที่ดึงผู้คนให้กลับมาใช้พื้นที่อีกครั้ง พื้นที่ที่เคยมืดหม่นจึงถูกทำให้มีชีวิตชีวา ดูสว่างขึ้น และถูกนำเสนอในฐานะพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่เหมาะกับการบริโภคและการท่องเที่ยวอีกครั้ง
           การกลับเข้ามาในเมืองเพื่ออยู่อาศัยและทำธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ทำให้เกิดแรงผลักดันให้พื้นที่ต้องปรับตัวตามรสนิยมร่วมสมัย Leslie Kern อธิบายว่า กระบวนการ Gentrification มักมาพร้อมแนวคิดเรื่องการทำให้เมืองดูสว่าง สะอาด และพร้อมบริโภคอีกครั้ง ในอีกมุมหนึ่ง Neil Smith เห็นว่าการแปรเปลี่ยนพื้นที่ลักษณะนี้ทำงานคล้ายอาณานิคมสมัยใหม่ โดยที่ชาวพื้นเมืองในกรณีนี้คือชนชั้นแรงงานรายได้น้อย ผู้ถูกมองว่าไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยในพื้นที่ที่กำลังถูกปรับภาพลักษณ์ใหม่ อาคารร้างและพื้นที่เก่าจึงถูกตีความเป็นทรัพยากรที่ควรถูกใช้ให้เกิดมูลค่าสูงสุด พร้อมกันนั้นก็เป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดินไปด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้กระบวนการแปรพื้นที่เพื่อชนชั้นใหม่ถูกทำให้ดูเป็นเรื่องธรรมชาติ คล้ายเป็นวิวัฒนาการปกติของเมือง
           จากสภาวการณ์เหล่านี้ ดูเหมือนว่าเมืองกำลังจะขยายและบีบตัวในเวลาเดียวกัน ความเป็นเมืองขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุดทั้งสภาวะความเป็นเมืองและขอบเขตเมือง เมื่อเมืองขยายออกไปนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการสร้างการเดินทางไป-กลับเข้ามายังเมืองให้กับเหล่าคนทำงานที่มีบ้านอยู่ชานเมือง (commuter worker) สร้างให้เกิดเวลาเร่งรีบช่วงของการเข้า-ออกเมืองของการทำงานเก้าโมงเช้าเลิกห้าโมงเย็น (9-to-5) ทำให้เกิดช่วงของการใช้เส้นทางจราจรหนาแน่นช่วงเช้าและเย็นของวัน ความหนาแน่นของการจราจรที่เกิดขึ้นจากจำนวนถนนที่ไม่เพียงพอจึงทำให้บางเมืองเลือกที่ที่จะตัดถนนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางด่วน ทางเลี่ยงเมือง ทางลอดหรือทางยกระดับข้ามแยก เพื่อให้แรงบีบทำงานรุนแรงยิ่งขึ้นในการเข้าเมือง ดังนั้น เมืองจึงขยายทั้งการอยู่อาศัยขยายโครงการจราจรต่างๆ และบีบผ่านการกระจุกตัวของแหล่งงานในเมืองและโครงสร้างการจราจรบีบนำทางเข้าสู่งานอีกครั้ง
           มากไปกว่านั้น แรงบีบอีกแรงหนึ่งที่ดูเหมือนไม่ได้สัมพันธ์กับการทำงานเข้าเก้าโมงเช้าออกห้าโมงเย็นคือการมีอยู่ของแหล่งท่องเที่ยวที่กระจายในเมือง Kern มองว่าเหล่าชนชั้นกลางและสูงได้กลับเข้าเมืองอีกครั้งเพื่อแสวงหาพื้นที่ที่สร้างสรรค์ในเขตเสื่อมโทรมใจกลางเมือง (มักเป็นการนิยามโดยนักพัฒนาและนักลงทุนที่ไม่ต้องการให้ใจกลางเมืองเป็นเพียงพื้นที่ไร้ประโยชน์) พื้นที่เหล่านี้มักเป็นพื้นที่ของผู้มีรายได้น้อยที่กำลังถูกแย่งชิงโดยอ้อมจากการหดตัวของเมืองเพื่อบีบคั้นทรัพยากร ที่ทั้งบีบในเรื่องของกลไกราคาที่ดินและขยายความต้องการในการใช้ที่ดินในเมือง การหลั่งไหลของนักแปลงเมืองและศิลปินที่เพิ่มจำนวนทำให้การกลับเข้าเมืองไม่ใช่กระบวนการพัฒนาเมืองตามปกติ(ที่กลุ่มพัฒนาเมืองที่เชื่อเรื่องการขยายตัวของเมือง) แต่เป็นแรงบีบที่ทำให้ทุกอย่างให้ไหลย้อนกลับเข้ามาสู่ใจกลางเมืองอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เมื่อการเป็นผู้ประกอบการสร้างสรรค์และมีบ้านสุดชิคเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการมีบ้านชานเมือง
           สภาวะเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะทำให้เมืองแทบจะพิการโดยเฉพาะกับเมืองที่โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอต่อผู้คนโดยรวมแต่เน้นโครงสร้างส่วนตัวระดับปัจเจก เมืองแบบนี้จะทำให้การไหลเวียนผู้คนในเวลาเช้า-เย็นเป็นอัมพาต แต่ในขณะเดียวกันก็มีช่องว่างเวลาอื่น ๆ ที่เหล่าผู้คนสุดชิคที่ไม่ได้ทำงานเป็นเวลาสมารถไหลเวียนเข้าสู่พื้นที่สุดอาร์ททั้งในแง่ของคนทำงาน ผู้อยู่ในเมือง และผู้มาเยือนในฐานะนักท่องเที่ยว จะเห็นว่าไม่ว่าเวลาไหน ๆ เมืองก็ขยายและบีบอยู่เสมอ
           ดังนั้น เพื่อทำให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้นในงานเขียนนี้จึงนำมาวิเคราะห์ผ่านเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่เหมือนจะชัดเจนของสภาวะย้อนแย้งในระบบเมือง ที่กำลังเผชิญกับพลวัตการขยายตัวและบีบอัดไปพร้อมกัน ในขณะที่พื้นที่ปริมณฑลของเมืองเชียงใหม่ถูกแปรสภาพเป็นหมู่บ้านจัดสรรที่ขยายตัวอย่างไร้ขอบเขตตามถนนวงแหวนรอบต่าง ๆ เพื่อรองรับชนชั้นแรงงาน(ที่มีเงินซื้อบ้าน)ที่ถูกผลักออกจากศูนย์กลางให้มีที่อยู่อาศัยในเขตเมืองชั้นนอก และเน้นโครงข่ายถนนและโครงการขยายถนนที่เป็นโครงสร้างที่การเดินทางส่วนบุคคล(ในฐานะสังคมรถส่วนตัว) เพื่อให้ขยายเมืองและบีบผู้คนกลับเข้าสู่ใจกลางเมือง แต่จะพบว่าเมืองเชียงใหม่ในช่วงเวลาเร่งรีบคือช่วงต้นของก่อนเข้างานตอนเช้าและตอนใกล้เลิกงานตอนเย็นเป็นช่วงที่ปริมาณรถติดเป็นพิเศษ โดยปราศจากระบบขนส่งมวลชนที่เป็นโครงสร้างส่วนรวมที่มีประสิทธิภาพมารองรับ
           พร้อมกันนั้น เมืองเชียงใหม่ยังเป็นพื้นที่ของผู้คนที่มาเยือนเมืองและใช้เมืองแบบชั่วขณะอย่างกลุ่มนักท่องเที่ยว เพราะเมืองเชียงใหม่ในเวลาหนึ่งไม่ได้ทำหน้าเพียงพื้นที่ทำงานของคนทำงานเพื่อหาเงินอยู่อาศัยในเมืองนี้ให้ได้ แต่เมืองเชียงใหม่มีช่วงเวลาที่ถูกขับเน้นอยู่หลายช่วงของปี เช่น งานลอยกระทง งานสงกรานต์ มหกรรมกีฬา งานดนตรีและคอนเสิร์ต สัปดาห์สร้างสรรค์ ไปจนถึงพื้นที่ท่องเที่ยวที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ที่ได้มาจากการแปลงพื้นที่ที่เคยเงียบเหงาและเป็นที่อยู่ของผู้มีรายได้น้อย ล้วนเกิดจากการแปลงพื้นที่เพื่อรองรับรสนิยมของผู้มาเยือนเมือง ผลที่ตามมาคือสภาวะเมืองบีบอัดรุนแรงที่ใจกลางเมืองมีอย่างต่อเนื่องทั้งขยายในเวลาเดียวกัน
           โดยสรุป การขยายตัวของเมืองสัมพันธ์กับกิจกรรมที่ถูกเลือกให้ตั้งอยู่ในเมืองและกิจกรรมที่ใช้เป็นแรงผลักให้เมืองขยาย เช่น การสร้างที่อยู่อาศัยในชานเมืองและโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนที่ทำให้ดูเหมือนว่าเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การแปลงพื้นที่แรงงานรายได้น้อยและอาคารร้างให้กลายเป็นพื้นที่ร่วมสมัยเพื่อการบริโภคและท่องเที่ยว ทำให้การเปลี่ยนพื้นที่เพื่อเปลี่ยนชนชั้นกลายเป็นกระบวนการที่ดึงกลุ่มคนบางกลุ่มให้กลับมามอบคุณค่าใหม่แก่พื้นที่ และทำให้การปรับภาพลักษณ์เมืองตามรสนิยมร่วมสมัยถูกมองราวกับเป็นกระบวนการพัฒนาโดยธรรมชาติ เมืองจึงขยายออกสู่ชานเมืองแต่ถูกบีบกลับเข้าศูนย์กลางผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจที่กระจุกในตัวเมือง ขณะเดียวกัน การเติบโตของการท่องเที่ยวก็สร้างแรงบีบเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่ใจกลางเมืองถูกแย่งชิงโดยกลุ่มผู้สร้างสรรค์ให้พื้นที่มีราคาถูกกลับมามีมูลค่าอีกครั้ง เมืองอาจดูใหญ่ขึ้น แต่พื้นที่ใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นกลับเล็กลง เมืองขยายเพราะแรงงานถูกผลักออกไปอยู่ในพื้นที่ชานเมือง แต่เมืองเองก็บีบเพราะทุนดึงทุกอณูทางกิจกรรมที่มีมูลค่าและคุณค่ากลับศูนย์กลาง

เรื่อง: กรณ์ธนัตถ์ รามณรงค์ (MA. Student SOC-ANTH., CMU)

หนังสืออ่านเพิ่มเติม
จิวะกิดาการ หุยากรณ์. (2019). Exploring Chiang Mai through gentrification lens: drawing linkage between tourism and social class changes of residents in the old city. Journal of Social Sciences, Chiang Mai University, 29(2), 73–101. retrieved from https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jss/article/view/165269
Harvey, D. (2012). Rebel cities: From the right to the city to the urban revolution. Verso books.
Harvey, D. (2020). The condition of postmodernity. In The New social theory reader (pp. 235-242). Routledge.
Kern, L. (2022). Gentrification is inevitable and other lies. Verso Books.
Smith, N. (2005). The new urban frontier: Gentrification and the revanchist city. Routledge.
-----------------------------------
Email: ccsccmu@gmail.com
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#CCSC_CMU #CulturalStudy #LannaStudy #ContemporaryCity #CMU #ChiangMaiUniversity