ปรากฏการณ์ Gentrification ของเมืองเชียงใหม่ใต้เงามรดกโลก

           บทความนี้เป็นเนื้อหาที่ต่อยอดจากบทความเรื่อง “เทศกาลงาน (ใน) เมือง” ของผู้เขียนที่เผยแพร่ผ่านทางศูนย์วัฒนธรรมศึกษาและเมืองร่วมสมัยเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2568 โดยขยับจากแนวคิดเทศกาลงานเมืองที่ใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมท้องถิ่นในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุนและผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน (Sharing Economy) มาสู่การวิเคราะห์เมืองโดยใช้พลวัตของการอยู่อาศัย ตามแนวคิด Gentrification คำนี้ถูกใช้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1964 โดย Ruth Glass นักสังคมวิทยาและนักการผังเมืองชาวอังกฤษ ผู้เขียนหนังสือ London: Aspects of Change ใช้อธิบายการที่ชนชั้นกลางเข้ามาปรับปรุงและยกระดับที่พักอาศัยให้ตอบสนองการใช้งานของกลุ่มตน แต่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมจนทำให้ชนชั้นแรงงานที่อาศัยอยู่เดิมรู้สึกกดดันและตกเป็นเบี้ยล่างเนื่องจากราคาที่พักอาศัย ค่าเช่าและค่าครองชีพสูงขึ้นจนไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในพื้นที่เดิมได้และต้องย้ายออกไปในที่สุด นอกจากนี้ Neil Smith นักภูมิศาสตร์สายมาร์กซ์ซิสได้ให้ความหมายของ Gentrification ผ่านบริบททางเศรษฐศาสตร์ว่า Gentrification หมายถึงการอนุรักษ์เมืองโดยไม่คำนึงถึงการได้รับการยอมรับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้คนที่ไม่มีความสามารถในการอยู่อาศัยในพื้นที่เดิมต้องย้ายออกไป กลายเป็นบริเวณสำหรับคนที่มีสิทธิพิเศษเท่านั้น ซึ่งเราสามารถแบ่งลักษณะของ Gentrification ได้เป็น 3 ช่วง ได้แก่ 1) ช่วงปี ค.ศ. 1960-1970 คำนี้หมายถึงปรากฏการณ์การย้ายถิ่นที่มีการต่อสู้กันระหว่างชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลาง 2) ช่วงปี ค.ศ. 1970-1990 คำนี้ถูกใช้อธิบายการฟื้นฟูเมืองและการพัฒนาเมืองที่เสื่อมโทรม และ 3) ช่วงปี ค.ศ. 1990-ปัจจุบัน Gentrification ถูกใช้ในการอธิบายโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองชั้นใน ไปจนถึงการพัฒนาพื้นที่ให้สวยงามเพื่อการท่องเที่ยว
          สำหรับการศึกษาปรากฏการณ์ในไทยนั้น ศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้นำเสนอแขนงหนึ่งของ Gentrification ที่เกิดขึ้นในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ State-led Gentrification ซึ่งผู้เขียนมองว่าสามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดกับเมืองเชียงใหม่ได้ State-led Gentrification เป็นการอธิบายการเปลี่ยนแปลงของเมืองด้วยแรงผลักจากรัฐ ซึ่งแตกต่างจาก Gentrification แบบอื่นที่มักอธิบายว่าเมืองถูกผลักดันจากกลุ่มทุนภาคเอกชน ในบริบทเมืองท่องเที่ยวที่มีวัฒนธรรมล้านนาเป็นจุดขายหลักอย่างเมืองเชียงใหม่ เราจะเห็นได้ว่ามรดกทางวัฒนธรรมหรือโบราณสถานในพื้นที่เมืองจำพวกวัดและโบราณสถานรูปแบบอื่น ๆ ไปจนถึงอาคารเก่าแก่หลายแห่งในย่านการค้านั้นถูกใช้เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมของภาคการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน ถึงแม้ว่าบางส่วนจะได้อยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์และการดูแลรักษาจากเอกชน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขายความเป็น “เมืองเชียงใหม่” นั้นถูกผลักดันโดยรัฐเป็นหลัก โดยเมื่อลองมองผ่านกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวจากองค์กรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเมืองเชียงใหม่ พบว่ามักล้อไปกับนโยบายจากหน่วยงานรัฐ เช่น นโยบายเชียงใหม่เมืองเทศกาล กิจกรรม Chiang Mai Festival City : 12 เดือน 12 เทศกาล (โดยเทศบาลนครเชียงใหม่) ทำให้เกิดการท่องเที่ยวที่ล้อไปตามเทศกาล เช่น ยี่เป็ง, สงกรานต์, ปี๋ใหม่เมือง เป็นต้น นโยบาย Chiang Mai Creative City (โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่) ผลักดันเมืองในฐานะพื้นที่ทางศิลปะ เห็นจากเทศกาล Chiang Mai Design week หรืองาน Awakening Chiang Mai และที่มาแรงในขณะนี้ก็คงหนีไม่พ้นโครงการขับเคลื่อนแหล่งมรดกวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก โดยคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ผสานความร่วมมือกับจังหวัดเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่กระทรวงวัฒนธรร และองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่ใช่รัฐบาลอย่างสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (International Council on Monuments and Sites: ICOMOS) ที่ชู 8 แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ประกอบด้วย วัดเชียงมั่น, วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม, วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร, วัดสวนดอกพระอารามหลวง, วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร, วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร, วัดเจ็ดยอดพระอารามหลวง รวมถึง แนวคูเมือง กำแพงเมือง แจ่ง ประตูเมือง เชียงใหม่ เพื่อชูอัตลักษณ์ของเมืองโดยเฉพาะการเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานร่วม 730 ปี และมุ่งสู่การเป็นเมืองระดับโลกที่มีความพร้อมรองรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก และก่อให้เกิดการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์
           แต่ความซับซ้อนของปรากฏการณ์ State-led Gentrification ของเมืองเชียงใหม่ที่มากไปกว่าเมืองเก่าของกรุงเทพมหานครนั้นอยู่ที่การเข้ามามีส่วนร่วมของตัวกระทำจากท้องถิ่นในสายแนวคิดอนุรักษ์นิยม หรือเรียกให้ชัดเจน คือ “อุดมการณ์ล้านนานิยม” (Lannaism) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคเหนือ โดยเน้นเชิดชูเอกลักษณ์ ประเพณี ภาษา (คำเมือง) และประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนา มักปรากฏผ่านวรรณกรรมและงานศิลปะเพื่อสร้างจิตสำนึกร่วมและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในท้องถิ่น กลุ่มล้านนานิยมนั้นเคลื่อนไหวอยู่ในหลายภาคส่วนทั้งในหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และกลุ่มนักวิชาการอิสระ ซึ่งคนเหล่านี้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นแม้แต่โครงการมรดกโลกเชียงใหม่เองก็ตาม จะพบว่ามีนักวิชาการสายล้านนานิยมหลายท่านเข้ามามีส่วนร่วมในการเตรียมและคัดเลือกข้อมูลประกอบการพิจารณา (และยังมีการขัดแย้งกันเองจนเปลี่ยนทีมผู้จัดทำหลายครั้งหลายหน) แต่ความ “ล้านนานิยม” นี้เองทำให้เกิดพื้นที่รกร้างขนาดใหญ่กลางในเมืองอย่าง “เวียงแก้ว” บริเวณทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ (เดิม) เนื่องมาจากความขัดแย้งทางความคิดระหว่างท้องถิ่นและส่วนกลาง อีกทั้งยังเกิดการ “เลือก” ใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมบางแห่งเพื่อสร้างประโยชน์ ตัวอย่างเช่น มรดกทางวัฒนธรรมทั้ง 8 แห่งที่ใช้ผลักดันมรดกโลกเชียงใหม่แบบเน้นความเป็นล้านนาอย่างมาก จนอาจทำให้ประวัติศาสตร์บางส่วนลดความสำคัญลง อย่างเช่น โบราณสถานขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชนแออัดโดยไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐ อาคารเก่าแก่หลายแห่งที่เป็นมรดกจากยุคล่าอาณานิคมหรือมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างล้านนาและสยาม หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่ในช่วงเวลาหนึ่งถูกรัฐดึงออกจากแหล่งที่อยู่อาศัยดั้งเดิมให้เข้ามาเป็น “สินค้า” และ “ภาพลักษณ์” ในภาคการท่องเที่ยว และกำลังถูกเบียดขับออกจากเมืองเมื่อภาคการท่องเที่ยวไม่ต้องการพวกเขาแล้ว
           เมื่อผนวกรวมกับการจัดการกายภาพของเมืองให้สะอาด สว่าง สวยงาม จนทำให้กลุ่มคนดั้งเดิมหลายกลุ่มถูกขับออกไป ทำให้ในพื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่นั้นขนาดเสน่ห์ของผู้คน กลายเป็นเพียงพื้นที่เปลี่ยวร้างในยามค่ำคืน อีกทั้งยังแห้งแล้งทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก (ยกเว้นเวลาที่มีกิจกรรมส่งเสริมจากภาครัฐ/เอกชน) เมืองกลายเป็นแค่พื้นที่ชั่วคราวในการพบปะกันระหว่างกลุ่มทุนภาคเอกชนกับนักท่องเที่ยวที่ทั้งคู่ล้วนไม่ได้อยู่อาศัยในเมืองแต่อย่างใด หากเมืองเชียงใหม่ยังไม่สามารถสร้างความยั่งยืนทางวัฒนธรรมให้ตัวเมืองได้ อีกไม่มีนานเมืองเชียงใหม่เองก็อาจมีสภาพเหมือนสตูดิโอถ่ายภาพกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่เหมาะสำหรับการเข้ามาเสพความสวยงามแล้วกลับออกไป แต่กลับไม่มีความเป็น “บ้าน” หรือ “ชุมชน” ของใครเหลืออยู่อีกต่อไป ชีวิตชีวาของเมืองคงจะจางหายไปจนเหลือแต่ “ความเป็นล้านนา” ที่ถูกสร้างจากอดีตแต่ไม่มีรากฐานสำหรับการส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ในอนาคตอย่างแน่นอน

เรื่อง/ภาพ: สิตานันท์ สุวรรณศิลป์

หนังสืออ่านเพิ่มเติม
ชาตรี ประกิตนนทการ. (2564, 28 มิถุนายน). State-Led Gentrification ในย่านเก่ากรุงเทพฯ (1). มติชนสุดสัปดาห์. https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_446657.
ชาตรี ประกิตนนทการ. (2564, 4 กรกฎาคม). State-Led Gentrification ในย่านเก่ากรุงเทพฯ (2). มติชนสุดสัปดาห์. https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_449563.
Lees, L., & Phillips, M. (2018). Handbook of Gentrification studies. Leicester, UK: Edward Elgar Publishing.
Moore, R. (2013). Understanding ‘Gentrification’ in Southeast and East Asia. Interdisciplinary Studies Journal, 13, 116-130.
-----------------------------------
Email: ccsccmu@gmail.com
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#CCSC_CMU #CulturalStudy #LannaStudy #ContemporaryCity #CMU #ChiangMaiUniversity #State_Led_Gentrification #Gentrification