“เทศกาลงาน (ใน) เมือง”

           ในประเทศไทย เทศกาลงานเมืองเป็นแนวคิดที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะการพัฒนาผชุมชนผ่านงานภูมิสถาปัตยกรรม ซึ่งอาจเริ่มเห็นร่องรอยมาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา อย่างเช่นการเกิดขึ้นของ “ถนนคนเดิน” ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ แนวคิดนี้มีฐานการมองเรื่องความยั่งยืนของเมืองว่าสามารถเติบโตได้ผ่านการยกระดับกิจกรรมของชุมชนให้กลายเป็นเทศกาล โดยต้องออกแบบเทศกาลเมืองให้กลายเป็นระบบที่สร้างรายได้ สร้างภาพจำ และสร้างแรงดึงดูดให้ทั้งคนอยู่อาศัยและนักลงทุนอยากเข้ามามีส่วนร่วม เทศกาลจึงไม่ใช่ปลายทางของวัฒนธรรมอีกต่อไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเมืองทั้งระบบ แนวคิดนี้ยังถูกนำมาใช้โปรโมตการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรองให้มีเทศกาลประจำเมือง ซึ่งไม่ต่างไปจากแนวคิดหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (ที่ดัดแปลงจากแนวคิด One Village, One Product ของเมืองโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น) ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับถนนคนเดิน
           สำหรับเมืองเชียงใหม่นั้นได้รับบยกย่องเป็น "เมืองเทศกาลโลก" (World Festival and Event City) สมาคมเทศกาลและกิจกรรมระหว่างประเทศ (International Festivals & Events Association : IFEA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 และเดินหน้าพัฒนาศักยภาพด้วยโครงการ "Chiang Mai Festival City: 12 เดือน 12 เทศกาล" เพื่อส่งเสริมกิจกรรมตลอดทั้งปีโดยมีกรอบแนวคิด ดังนี้
           […] สถานะการเป็น ‘ เมืองเทศกาลโลก ‘ เป็นดั่งการประกาศให้นานาชาติได้รับรู้ถึงศักยภาพและความพร้อมของเมืองเชียงใหม่ ใน 4 ด้านสำคัญ 1.งานประเพณีและเทศกาลที่คนในเมืองมีส่วนร่วม ออกแบบ และเป็นเจ้าภาพ 2.เทศกาลช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และจิตใจ 3.มีการสนับสนุนของหน่วยงานองค์กรทั้งรัฐ เอกชน ประชาชน 4.ความพร้อมด้านสาธารณูปโภคสาธารณูปการ […] จากเว็บไซต์ เชียงใหม่เมืองแห่งการเรียนรู้ (Chiang Mai Learning City) โดย สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
           เมืองเชียงใหม่เองได้มีการจัดกิจกรรมในลักษณะที่เป็นเทศกาลงานเมืองทุกช่วงของปี โดยแบ่งตามที่มาและลักษณะของเทศกาล ได้ 4 ประเภท คือ 1) เทศกาลที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา โดยใช้จุดเด่นของเมืองเรื่องประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมล้านนาที่เข้มแข็ง เช่น ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขิล ประเพณีสะเดาะเคราะห์สืบชะตาเมือง ประเพณียี่เป็ง ประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ดวัดอุปคุต (ตักบาตรเที่ยงคืน) เป็นต้น 2) เทศกาลกระแสหลักที่จัดโดยทั่วไปภายในประเทศ ได้แก่ มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการจัดแสดงพรรณไม้นานาชนิด (โดยเฉพาะ “ไม้เมืองหนาว”) จัดที่สวนสาธารณะสวนบวกหาด ประเพณีสงกรานต์ที่คึกคักเป็นอย่างมากทั้งในและนอกเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ รวมไปถึงเทศกาลปีใหม่ที่จัดการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี 3) เทศกาลดนตรีและศิลปะที่มีภาครัฐ/กลุ่มทุนให้การสนับสนุน เช่น เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2568” หรือ “Chiang Mai Design Week 2025” (CMDW2025) ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 11 แล้ว อีกทั้งยังมีเทศกาลดนตรีเชียงใหม่สตรีทแจ๊ส ครั้งที่ 7 และน่าเสียดายที่เทศกาลแสงไฟและดิจิทัลอาร์ตอย่าง Awakening Chiang Mai กลับไม่ได้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แม้ว่าจะเลื่อนกำหนดการเพื่อความเหมาะสมจากช่วงเดือนตุลาคมมาเป็นธันวาคมแล้วก็ตาม และ 4) เทศกาลที่จัดขึ้นในชุมชนหรือย่านเฉพาะแห่ง เช่น ประเพณีคนข้าวยาคู้ของชุมชนช้างม่อย รวมถึงการพัฒนารูปแบบถนนคนเดิน (ท่าแพ-วัวลาย) ให้กลายเป็นกาดของชุมชนและพื้นที่ทางศิลปะ เช่น กาดชุมชนช้างม่อย ค่อย ๆ งาม ตลาดนัดชุมชนสันป่าข่อย กาดชุมชนประจำปีของชุมชนควรค่าม้าอย่าง“แอ่วม่วน จวนกิ๋น Food Festival 2025” ที่พัฒนามาจากงานประจำปี “กิ๋นหอมต๋อมม่วน”
           จากตัวอย่างงานที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับพื้นที่ทางกายภาพของเมือง ชุมชนและกลุ่มคนที่ใช้ประโยชน์จากเมืองก็อาจแสดงให้เห็นปัญหาบางประการภายใน “เมืองเทศกาลโลก”แห่งนี้ ที่อาจไม่ได้ผลิตสร้างเทศกาลงานเมืองอย่างที่เข้าใจกัน สืบเนื่องจากบทความเรื่อง “เมืองขยายและหด (หู่)” ของคุณ กรณ์ธนัตถ์ รามณรงค์ ที่เผยแพร่ผ่านทางศูนย์วัฒนธรรมศึกษาและเมืองร่วมสมัยเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เมื่อลองพิจารณาเมืองเก่าเชียงใหม่ตามแว่นของ Leslie Kern พบว่า เมืองนี้ประสบภาวะการย้ายออกของกลุ่มคนดั้งเดิม (โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย) เนื่องจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้นทำให้พื้นที่ถูกเปลี่ยนจากชุมชนและอาคารที่พักอาศัยไปเป็นย่านธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยวที่ค่าเช่า/ราคาที่ดิน/สินค้าและบริการแพงเกินกว่าคนธรรมดาจะจ่ายไหว กำลังซื้อของคนในชุมชนมีไม่มากพอจะเข้ามาเปิดการค้าขายในพื้นที่นี้เอง จึงกลายเป็นว่ามีแต่นายทุนและลูกค้า/นักท่องเที่ยวแบบเข้ามา-ออกไปที่สามารถเข้ามาใช้พื้นที่ได้ เช่น ร้านขายของฝาก สถานบันเทิง ร้านอาหาร อีกทั้งยังเปลี่ยนนายทุนได้ง่ายผ่านการเซ้ง/เลิกกิจการด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจ ประกอบกับเป็นโซนที่ตั้งของหน่วยงานหลายแห่ง เช่น สถานศึกษา สถานีตำรวจ และพิพิธภัณฑ์ ที่ผู้คนไหลเข้า-ออกตามช่วงเวลาแต่ไม่ได้อยู่อาศัย ความไวและไม่ยั่งยืนของกิจกรรมในพื้นที่นี้จึงทำให้อาคารกลายเป็น “ที่ทำงาน” แต่ขาดความเป็น “บ้าน” ความเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยในตัวเมืองเก่าจึงลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนวัฒนธรรมหรือทำเนียมปฏิบัติบางอย่างที่สืบทอดกันผ่านความรู้สึกหรือสำนึกที่นำไปสู่การทำงานร่วมกัน เป็นเจ้าของร่วมกัน (Sense of Belonging) ในชุมชนนั้นเริ่มสูญหายไปเพราะความเฉื่อยของเมืองลดลงแล้วเปลี่ยนไปตามกระแสทุน ขาดการรวมกลุ่มกันของผู้สูงอายุที่อาศัยในพื้นที่อย่างยาวนาน ขาดกลุ่มเยาวชนในเขตเมือง เพราะส่วนมากเป็นเยาวชนที่เข้า-ออกระหว่างสถานศึกษาในเมืองกับบ้านที่อยู่แถบชานเมือง
           เมื่อคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “เทสกาลงานเมือง” ภายในเขตเมืองเก่ามักเป็นเทศกาลกระแสหลักหรือเทศกาลที่เริ่มต้นและควบคุมกำกับโดยรัฐ พื้นที่ที่มีปัญหามากที่สุดคือบริเวณกลางเมืองเก่าเชียงใหม่อย่างย่านอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ซึ่งเป็นที่จัดเทศกาลจำนวนมาก เป็นที่ตั้งของถนนคนเดินวันอาทิตย์และเป็นพื้นที่ธุรกิจท่องเที่ยวทั้งกลางวันและกลางคืนที่สร้างรายได้มหาศาล แต่ก็เป็นที่ตั้งของแหล่งมั่วสุมของผู้ติดสารเสพติด มิจฉาชีพและคนไร้บ้านในอาคารร้างของหน่วยงานรัฐที่ขาดการดูแลอย่าง “อำเภอเก่า”และพื้นที่ (เกือบจะ) รกร้างอย่างทัณฑสถานหญิงเก่า จนก่อให้เกิดเหตุที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญไปจนถึงอาชญากรรมร้ายแรงในบริเวณนี้ ต่างจากบริเวณริมขอบเมืองอย่างชุมชนควรค่าม้า หรือชุมชนนอกคูเมืองที่ไม่ไกลกันนักอย่างชุมชนช้างม่อยที่สามารถสร้างเทศกาลงานเมืองเป็นของตัวเองได้ โดยพัฒนาขึ้นจากประเพณีดั้งเดิมที่คนในชุมชนสืบทอดต่อกันมาประกอบกับความร่วมมือของหน่วยงานภาคการศึกษา แต่เทศกาลงานเมืองเหล่านี้คงไม่สามารถจัดต่อเนื่องยืนระยะได้ถ้าหากว่าคนในชุมชนไม่ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างจริงจัง แม้ว่าอาจสร้างรายได้คืนกลับมาไม่มากเท่าเทศกาลงานเมืองขนาดใหญ่สนับสนุนโดยภาครัฐ/กลุ่มทุนก็ตาม
           โดยสรุป ความพยายามจะส่งเสริมให้เชียงใหม่เป็นเมืองเทศกาลระดับโลกนั้นเอื้อประโยชน์ให้รัฐและกลุ่มทุนในพื้นที่อย่างมหาศาล เศรษฐกิจภาพรวมของเมืองคึกคักและมีแนวโน้มที่ดี หากแต่เมื่อมองไปยัง “ผู้คน” โดยเฉพาะคนที่มี “บ้าน” อยู่ในเมือง ก็อาจเห็นได้ว่าชุมชนของพวกเขาถูกใช้งานในฐานะ “สถานที่” ที่บางครั้งไม่ได้เชื่อมต่อเข้ากับ “ความรู้สึกเป็นเจ้าของ” และจิตวิญญาณความเป็นย่านนั้น ๆ ที่พวกเขาเกิด เติบโตและอยู่อาศัยตลอดมา ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจนี้เองที่ผลักไสคนพื้นที่ให้ต้องย้ายออก และนำเข้าคนต่างถิ่นมาหาประโยชน์จากทรัพยากรที่เป็นรูปธรรม แต่ไม่อาจสร้างความ “ยั่งยืน” ให้กับชุมชนได้หากขาดคนที่ “อยู่อาศัย” ในพื้นที่นั้นไปเสียแล้ว ภาครัฐในฐานะผู้ผลักดันหลักของแนวคิดเทศกาลงานเมืองอาจจำเป็นต้องหันกลับมามองอีกครั้งว่านอกจากการประสบความสำเร็จตามกรอบแนวคิดในข้อที่ “2. เทศกาลช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และจิตใจ 3. มีการสนับสนุนของหน่วยงานองค์กรทั้งรัฐ เอกชน ประชาชน” แล้ว ภาพการเป็น “เมืองเทศกาลโลก” ของเมืองเก่าเชียงใหม่นั้นได้ตอบสนองกรอบแนวคิดข้อที่ “1.งานประเพณีและเทศกาลที่คนในเมืองมีส่วนร่วม ออกแบบ และเป็นเจ้าภาพ” มากเพียงใด ยังไม่นับปัญหาโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนและระบบประปาที่เห็นกันอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นไปตามตามกรอบข้อที่ “4.ความพร้อมด้านสาธารณูปโภคสาธารณูปการ” เทศกาลงานเมืองที่ถูกสร้างขึ้นอาจไม่ใช่อะไรเลยนอกจากการเป็น “พื้นที่ให้เช่า” ขนาดใหญ่ที่ผู้คนเข้ามาแล้วออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้แต่สถานที่ที่ถึงแม้จะมีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่กลับมีสภาพแข็งทื่อ เยือกเย็น ไร้ราก ไร้ผู้คน และคงไร้อนาคตในอีกไม่นาน

เรื่อง/ภาพ: สิตานันท์ สุวรรณศิลป์

หนังสืออ่านเพิ่มเติม
จิวะกิดาการ หุยากรณ์. (2562). Exploring Chiang Mai through gentrification lens: drawing linkage between tourism and social class changes of residents in the old city. Journal of Social Sciences, Chiang Mai University, 29(2), 73–101. retrieved from https://so04.tci-thaijo.org/index.../jss/article/view/165269.
อริยา อรุณินท์. (2548) เทศกาลงานเมือง: ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเพื่อความเป็นเมืองน่าอยู่. วารสารวิชาการคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 49, 23-50. สืบค้นจาก https://www.land.arch.chula.ac.th/pdf/events.pdf.
Kern, L. (2022). Gentrification is inevitable and other lies. Verso Books.
-----------------------------------
Email: ccsccmu@gmail.com
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY

“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”

#CCSC_CMU #CulturalStudy #LannaStudy #ContemporaryCity #CMU #ChiangMaiUniversity #WorldFestivalandEventCity