"คำถามต่ออาหารในเมือง"
"คำถามต่ออาหารในเมือง"
พื้นที่ของชุมชนสามัคคีพัฒนาตั้งอยู่บริเวณช้างเผือก ใกล้กับตลาดช้างเผือก โดยมีสายน้ำสาขาของคลองแม่ข่าไหลผ่านกลางชุมชน พื้นที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการถ่ายภาพเมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เขียนลงพื้นที่ กลับพบว่าสภาพของน้ำส่งกลิ่นเหม็นเน่าและมีลักษณะขุ่นคล้ำ อีกทั้งยังมีขยะลอยมาตามกระแสน้ำอย่างต่อเนื่อง สภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่นี้อาจไม่ได้เอื้อต่อสุขภาวะของผู้คนในชุมชน
ขณะที่ผู้เขียนเดินสำรวจพื้นที่เพื่อถ่ายภาพ พบพื้นที่โล่งแห่งหนึ่งที่มีสายน้ำสีเข้มไหลผ่าน และยังปรากฏร่องรอยของการอยู่อาศัยในอดีต เช่น เสาเข็มของบ้านที่ถูกทิ้งไว้จากการโดยไล่ลื้อจากรัฐ ดังภาพที่ผู้เขียนได้ทำเป็นภาพปกบทความ ในขณะนั้น ผู้เขียนได้รับฟังคำบอกเล่าจากคุณลุงผู้ที่เล่าเรื่องในชุมชนว่า เมื่อ 30–40 ปีก่อน บริเวณนี้สามารถจับปลามาบริโภคได้ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของชุมชนในการพึ่งพาทรัพยากรอาหารในพื้นที่ของตนเอง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันไม่มีใครกล้าบริโภคปลาในลำน้ำนี้อีกต่อไป แม้ว่ายังคงมีปลาอาศัยอยู่ เนื่องจากน้ำมีการปนเปื้อนจากของเสียที่ถูกปล่อยจากพื้นที่โดยรอบ รวมถึงน้ำเสียจากตลาดใกล้เคียง คำบอกเล่านี้นำไปสู่การตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับอาหารในเมือง
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นต่อเมืองที่ “มีอาหารแต่ไม่สามารถบริโภคได้” โดยทั่วไป เมืองมักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่รวบรวมทรัพยากร ซึ่งต้องอาศัยเงินในการแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ในกรณีของชุมชนแห่งนี้ เมื่อ 30–40 ปีก่อน แม้จะตั้งอยู่ในเขตเมือง แต่ผู้คนยังสามารถจัดหาอาหารจากทรัพยากรในพื้นที่ได้เอง เช่น การจับปลาในลำน้ำ ในปัจจุบัน ความเป็นเมืองได้เข้ามาจัดระเบียบและหน้าที่ของพื้นที่ ทำให้ตลาดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการกระจายอาหาร ในขณะเดียวกัน น้ำเสียจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับทำลายแหล่งอาหารเดิมของชุมชน ส่งผลให้ปลาในลำน้ำไม่สามารถบริโภคได้อีกต่อไป ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้น กล่าวได้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเมืองได้ทำลายแหล่งอาหารของชุมชน และในขณะเดียวกันก็บีบให้ชุมชนต้องหันไปพึ่งพาตลาดในฐานะช่องทางเดียวในการเข้าถึงอาหาร กระบวนการนี้คือการที่เมืองเปลี่ยนทรัพยากรสาธารณะให้กลายเป็นสินค้า ผ่านการทำลายเงื่อนไขที่ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้
เมื่อพิจารณาในมิติเศรษฐกิจ ปัญหาดังกล่าวยิ่งสะท้อนความไม่มั่นคงทางอาหารของชุมชน ชุมชนที่ผู้เขียนศึกษาเป็นชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านรายได้ การเข้าถึงอาหารจึงมีข้อจำกัดตามไปด้วย โดยเฉพาะอาหารที่มีคุณภาพหรืออาหารเพื่อสุขภาพซึ่งมีราคาสูง ในอดีต การปลูกผักหรือการจับปลาในพื้นที่อาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเสริมความมั่นคงในการดำรงชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัพยากรในชุมชนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป ผู้คนจึงจำเป็นต้องพึ่งพาอาหารจากภายนอกมากขึ้น และต้องเข้าถึงอาหารผ่านกลไกตลาดเป็นหลัก กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Accumulation by Dispossession ของ David Harvey (2003) ที่อธิบายว่าทุนนิยมสะสมมูลค่าผ่านการยึดครองหรือทำลายทรัพยากรที่เคยเป็นของส่วนรวม ในกรณีนี้ ลำน้ำในชุมชนซึ่งเคยเป็นแหล่งอาหารสาธารณะได้ถูกทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ส่งผลให้ชุมชนต้องหันไปพึ่งพากลไกตลาดแทน
ปรากฏการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการผลิตพื้นที่เมืองไม่ใช่กระบวนการที่เป็นกลาง หากแต่เป็นผลจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่กำหนดว่าใครจะได้รับประโยชน์ และใครต้องแบกรับต้นทุนของการพัฒนา ในกรณีนี้ คูน้ำในชุมชนไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำที่เสื่อมโทรม แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนการถ่ายโอนภาระของเมืองไปสู่ชุมชน ผลที่เกิดขึ้นไม่เพียงกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลต่อระบบอาหารและสุขภาวะของผู้คน โดยเฉพาะการสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาทรัพยากรอาหารในพื้นที่ของตนเอง
ดังนั้น เมืองจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของโอกาสและการพัฒนาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ผลิตและกระจายความไม่เท่าเทียมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในมิติของอาหาร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงจากการที่เคยสามารถจับปลามาบริโภคได้ ไปสู่สถานการณ์ที่ไม่สามารถบริโภคได้อีกต่อไป สะท้อนถึงการสูญเสียการเข้าถึงทรัพยากรในชีวิตประจำวัน ในบริบทนี้ เมืองไม่ได้เพียงทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ยังเปลี่ยนทรัพยากรอาหารจากสิ่งที่เคยเข้าถึงได้ ให้กลายเป็นสินค้าที่ต้องแลกด้วยค่าแรงผ่านกลไกตลาด
เรื่อง/ภาพ: กรณ์ธนัตถ์ รามณรงค์ (MA. Student SOC-ANTH., CMU)
หนังสืออ่านเพิ่มเติม
Harvey, D. (2003). The New Imperialism. Oxford University Press.
-----------------------------------
Email: ccsccmu@gmail.com
Website: CENTRE FOR CULTURAL STUDIES AND CONTEMPORARY CITY
“เพราะวัฒนธรรมบ่เคยหยุดนิ่ง และเมืองเป็นของหมู่เฮาทุกคน”
#CCSC_CMU #CulturalStudy #LannaStudy #ContemporaryCity #CMU #ChiangMaiUniversity #ถ่ายเมือง